‘ทรัมป์’เข้มเกณฑ์สินค้า "Made in America" ต้องผลิตในสหรัฐฯเพิ่มเป็น 75%

16 ก.ค. 2562 | 11:34 น.

ในงานแสดงสินค้า"Made in America" จัดขึ้นที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2562 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า สินค้าที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นสินค้า "Made in America" นั้น จะต้องมีการผลิตมากกว่า 55% ในสหรัฐฯ และเขามีแผนจะปรับเพิ่มเกณฑ์ดังกล่าวเป็น 75% ในอนาคต

 

‘ทรัมป์’เข้มเกณฑ์สินค้า "Made in America" ต้องผลิตในสหรัฐฯเพิ่มเป็น 75%

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษของฝ่ายบริหารกำหนดให้หน่วยงานของภาครัฐซื้อสินค้าที่มีการผลิตภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น โดยคำสั่งดังกล่าวได้เพิ่มมาตรฐานเป็นแนวทางในการปฏิบัติภายใต้กฎหมาย “ซื้อสินค้าอเมริกัน” หรือ Buy American Act ให้กับหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งจะเน้นให้ความสำคัญกับสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯเอง


 

 

‘ทรัมป์’เข้มเกณฑ์สินค้า "Made in America" ต้องผลิตในสหรัฐฯเพิ่มเป็น 75%

ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยกับกลุ่มผู้ผลิตในงานแสดงสินค้า "Made in America" ที่ทำเนียบขาวว่า ในอนาคตสินค้าในประเทศต้องผลิตได้ถึง 75% ภายในสหรัฐฯ และ 95% สำหรับสินค้าประเภทเหล็กและเหล็กกล้า จึงจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นสินค้า "Made in America"

 

ในปัจจุบัน เกณฑ์ของสินค้าที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นสินค้า "Made in America" นั้น ได้แก่สินค้าที่มีการผลิตขั้นต่ำ 50% ภายในสหรัฐฯ

 

 

ปีนี้นับเป็นปีที่ 3 แล้วที่ทำเนียบขาวจัดงานแสดงสินค้า "Made in America" มีสินค้าระดับตำนานที่ผลิตในสหรัฐอเมริกามาร่วมแสดงในงาน อาทิ ไฟแช๊ค Zippo จากเพนซิลวาเนีย รถบ้าน Airstream จากโอไฮโอ มีดพับ Buck Knives จากไอดาโฮ  ถุงมือเบสบอล Nokona จากเท็กซัส เป็นต้น นอกนั้นยังมีจักรยานยนต์ จักรยาน เรือยอชท์ รถบ้าน ไปจนถึงระบบขีปนาวุธ THAAD

ผู้ผลิตซอสพริกทาบาสโก เข้าร่วมงานที่ทำเนียบขาวในปีนี้

“ปรัชญาการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ง่ายมาก นั่นคือ อะไรที่เราสร้างได้ ปลูกได้ หรือผลิตได้ในสหรัฐอเมริกา เราก็จะทำสิ่งนั้น” ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวภายในงานที่มีผู้ประกอบการในประเทศจากทั้ง 50 มลรัฐฯของสหรัฐฯนำสินค้ามาร่วมแสดง 

 

รายงานข่าวระบุว่า แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะพยายามผลักดันนโยบายส่งเสริมการผลิตสินค้าภายในประเทศมาตั้งแต่เริ่มแรกที่เข้ารับตำแหน่ง แต่ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐฯก็ยังคงขยายเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งทำลายสถิติสูงสุดในรอบทศวรรษอีกครั้งในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ระดับ 621,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา (2561)