KEY
POINTS
ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมมีแผนพัฒนา “ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต” ให้เป็นท่าเทียบเรือ Cruise เนื่องจากเดิมท่าเรือแห่งนี้ได้ถูกออกแบบให้เป็นท่าเรือสำหรับขนส่งสินค้า
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้พบว่าเมื่อปริมาณสินค้าผ่านท่าเรือลดลง ในขณะที่การท่องเที่ยวทางเรือเติบโตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีเรือ Cruise เข้ามาจอดเทียบท่าเพิ่มขึ้น
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้หน้าท่าเรือภูเก็ตที่มีอยู่ในปัจจุบันมีศักยภาพไม่เพียงพอต่อการรองรับ ประกอบกับมีข้อจำกัดเรื่องคลื่นลมแรงในช่วงฤดูลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ทำให้เรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ จึงต้องไปทอดสมอที่อ่าวป่าตองแทน
นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดทางกายภาพของร่องน้ำทางเรือเดินที่มีความลึกเพียง 9 เมตรจากระดับน้ำลงต่ำสุด และแอ่งกลับลำเรือมีรัศมีเพียง 360 เมตร ทำให้เรือ Cruise ซึ่งบรรทุกผู้โดยสารประมาณ 2,500-5,000 คนต่อลำ ไม่สามารถเข้าจอดเทียบท่าได้โดยตรง ต้องขนถ่ายผู้โดยสารลงเรือเล็กเพื่อมาขึ้นที่ท่าแทน
นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า (จท.) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความคืบหน้าโครงการศึกษาวางแผนแม่บทพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) บริเวณชายฝั่งอันดามัน ปัจจุบันบริษัทที่ปรึกษาอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมถึงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต
ทั้งนี้จากการปรึกษากับบริษัทฯพบว่าแนวทางในระยะแรกจะดำเนินการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต โดยบริษัทท่าเรือบริษัท ภูเก็ต ดีพ ซี พอร์ต เป็นคู่สัญญากับกรมธนารักษ์ มองว่าสามารถพัฒนาได้ เนื่องจากบริษัทภูเก็ตได้ขอเช่าพื้นที่ของบริษัทไทย ซาร์โก้ ภูเก็ตแล้ว ซึ่งจะดำเนินการขยายพื้นที่หน้าท่าเรือเพิ่มอีก 535 เมตร จากเดิมที่มีพื้นที่หน้าท่าเพียง 360 เมตร
นายกริชเพชร กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นตามแผนจะต้องหารือถึงแผนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตร่วมกับผู้บริหารของบริษัทเอกชนดังกล่าวด้วย หากโครงการดำเนินการได้ตามแผนทำให้เรือ Cruise สามารถจอดเทียบท่าเรือได้ถึง 2 ลำ
ส่วนวงเงินลงทุนต้องรอผลการศึกษาจากบริษัทเอกชนก่อน ซึ่งจะต้องรายงานต่อกรมธนารักษ์ที่เป็นคู่สัญญาและรายงานต่อกระทรวงคมนาคมพิจารณาภายในปลายปีนี้ จากนั้นจะวางแผนดำเนินการก่อสร้างต่อไป เพราะอาจจะต้องมีการแก้ไขสัญญาในเรื่องนี้ด้วย
“ยืนยันว่าแผนพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตไม่ได้มีการเปิดประมูลให้แก่เอกชนรายอื่นเข้าร่วม แต่ยังคงให้บริษัทเอกชนรายเดิมเป็นผู้ดำเนินการ เนื่องจากเป็นคู่สัญญากับกรมธนารักษ์” นายกริชเพชร กล่าว
สำหรับโครงการนี้เป็นการปรับปรุงท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตให้สามารถรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ บริเวณชายฝั่งอันดามัน โดยจะดำเนินการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ด้วยการขยายความยาวหน้าท่าเทียบเรือ ขุดลอกความลึกของร่องน้ำเท่ากับ -10.5 เมตร จากระดับน้ำลงต่ำสุด หรือ -12.8 เมตร เทียบกับระดับน้ำทะเลปานกลาง
นอกจากนี้ตามแผนจะดำเนินการขุดลอกเพื่อขยายแอ่งกลับลำเรือให้มีความเหมาะสม ก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นและติดตั้งไฟหัวเขื่อน และก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารและเครื่องมืออุปกรณ์ที่เป็นมาตรฐานของท่าเทียบเรือสำราญที่เป็นท่าเรือต้นทาง (Home Port)
อย่างไรก็ตามเมื่อท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตได้รับการปรับปรุงตามแผนดังกล่าว จะทำให้ท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตมีศักยภาพเป็นท่าเรือแบบ Hybrid ที่เป็นทั้ง Home Port รองรับเรือ Cruise ขนาดกลางถึงเล็ก และเป็นท่าเรือแวะพัก (Port of call) รองรับเรือ Cruise ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียที่บรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 4,200-4,900 คน
ทั้งนี้ในปัจจุบันได้แวะเข้ามาจอดทอดสมอเพื่อท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นประจำ โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้จะใช้จ่ายเงินประมาณ 5,000 บาทต่อคนต่อวัน หากเรือ Cruise แวะเข้าเทียบท่าจำนวนมากขึ้นและจอดท่องเที่ยวในประเทศไทยนานขึ้น จะสามารถสร้างเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายกริชเพชร กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าโครงการศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำในภูมิภาค (Marina Hub) ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาพื้นที่ที่เหมาะสมกับเรือยอร์ชและเรือสำราญ เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำ หลังจากนั้นเปิดรับฟังความเห็นเอกชนและประชาชนในพื้นที่ คาดว่าจะดำเนินการเป็นรูปธรรมได้ภายในปี 2569
อย่างไรก็ตามหากพื้นที่ใดมีความเหมาะสมจะเชิญชวนเอกชนเข้ามาพัฒนาโครงการฯ เบื้องต้นกรมจะสนับสนุนเอกชนในการขอใบอนุญาตดำเนินกิจการทางน้ำ ตลอดจนการขออนุญาตเป็นท่าเรือมารีน่าฮับ โดยมุ่งเน้นบนพื้นที่ท่องเที่ยว สำหรับพื้นที่ที่มีความเหมาะสมเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำ เช่น ระนอง กระบี่ พังงา สมุย ตราด ฯลฯ
เมกะโปรเจ็กต์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,082 วันที่ 27 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2568