วันนี้ (25 มีนาคม 2568) ที่รัฐสภา นายพิชัย นริทะพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กรณีฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิด อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เกี่ยวกับประเด็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า ในความกังวลเรื่องเศรษฐกิจไทยขอให้มั่นใจได้ว่า ทิศทางเศรษฐกิจไปได้ดี
ประเด็นแรก เรื่องของการส่งออกไทย โดยปี 2567 ขยายตัว 5.4% มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านบาท ตั้งแต่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การส่งออกของประเทศไทยรวม 5 เดือน มีการเติบโตถึง 11.8% การขยายตัว การส่งออก เป็นไปได้ด้วยดี เนื่องจากต่างประเทศมีความมั่นใจ ในตัวของ ท่านนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าตัวเลขในเดือนมีนาคม 2568 จะดียิ่งขึ้น
เนื่องจากมีการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยช่วงปีที่ผ่านมา มีการลงทุน ในประเทศไทย เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ PCB ดาต้า เซ็นเตอร์ AI ซึ่งเป็นธุรกิจอนาคต และเมื่อดูโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งการส่งออก การลงทุน ซึ่งการลงทุนล่าสุด ทาง บีโอไอ แจ้งว่า การลงทุน ต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย 2 เดือนแรก ดีกว่าปีที่ผ่านมา เชื่อว่าปีนี้ทิศทางเศรษฐกิจสดใส
ทั้งนี้การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยวมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทำไมในความรู้สึก เหมือนเศรษฐกิจยังไม่ดี เพราะหนี้ ที่โตถึง 1.9% ทำให้ หนี้ครัวเรือน โตสูงขึ้น หากกระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ แก้หนี้ได้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยไปได้
"ประเทศไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจเล็กและ เศรษฐกิจเปิด เราต้องพึ่งต่างประเทศ ทั้งการลงทุน การส่งออก ท่องเที่ยว"
ประเด็นที่สอง เรื่อง FTA ไทย-อียู ขอยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้แน่นอน ซึ่งได้มีโอกาสVideo Conference กับ นายมารอส เซฟโควิช กรรมมาธิก อียูารยุโรป ด้านการค้าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและความโปร่งใส ของ อียู ซึ่งเขามีความมุ่งมั่นที่จะมีการเจรจาให้ เอฟทีเอปิดจบภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ประเด็นเรื่องการคุยกับทางสหรัฐอเมริกา ได้มี การตั้งคณะกรรมการนโยบายการค้าสหรัฐ
โดยคณะทำงานได้เตรียมแนวทางการปรับสมดุลการค้าและส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วน ยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐ ซึ่งได้มีการปรึกษา ทั้งทางเอกชนและภาครัฐ และยังคงมีการเจรจากันต่อ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ ในปีที่ผ่านมา เราสามารถเจรจาเอฟทีเอ เอฟต้า จบได้ภายใน 3 เดือน หลังจากนางสาว แพทย์ทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาได้มีการปิดดีลเอฟทีเอ ไทย-ภูฏาน ซึ่งจะมีการลงนามเซ็นสัญญา วันที่ 4 เมษายน 2568
ในส่วนของ เอฟทีเอ ที่ยังคงมีการเจรจาอยู่ เช่น เอฟซีเอ อาเซียน-แคนาดา ไทย-เกาหลี ไทย-ยูเออี ในอดีต เวียดนามส่งออก แสงประเทศไทย เวียดนามมี เอฟทีเอ ถึง 58 ประเทศ ขณะที่ไทยมีเอฟทีเอเพียง 15 ประเทศเราจึงต้องเร่งเจรจาเอฟทีเอ เพื่อเพิ่มการลงทุนและการส่งออกที่มากขึ้น
ประเด็นที่ 3 เรื่องสินค้าเกษตร ปีที่ผ่านมาเราโชคดี ทั้งในประเทศและต่างประเทศราคาสินค้าเกษตร ขึ้นมา 23% โดยมีมูลค่า 200,000 ล้านบาท แต่ในปี 68 ต้องยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ดี ขณะเดียวกันเราก็ต้องเตรียมรับมือ สินค้า 5 ประเภทที่เราดูแลอยู่ อาทิ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาตก 37%
แต่เนื่องจากว่าในประเทศไทย มีผลผลิต 4.74 ล้านตัน ขนาดที่ความต้องการโลก มีถึง 9.20 ล้านตัน เราก็สามารถบริหารจัดการราคาข้าวโพดให้ดีได้ ราคาเฉลี่ยปี 68 อยู่ที่ 9.90 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าปี 62-64 ที่มีราคา 8.57 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ ได้มีการแก้ปัญหาเรื่องของการเผา โดยจะมีการขึ้นทะเบียนผู้นำเข้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีเอกสารรับรองการปลอดการเผา ซึ่งจะเสนอแนวทางนี้ต่อคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในเดือนเมษายน
ปาล์มน้ำมัน ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 8 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าปี 62-65 ที่ราคา 5.65 บาทต่อกิโลกรัม รายได้เพิ่มขึ้น 2467 บาทต่อไร่
ข้าว ปีที่ผ่านมาราคาข้าวหอมมะลิ และข้าวเจ้าราคาค่อนข้างสูง ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 1,300 บาท ต่อตัน เฉลี่ยราคาอยู่ที่ 16,000 บาทต่อตัน ปีนี้อินเดียกลับมาส่งออกทำให้ราคาข้าวตก เราพยายามช่วยเหลือเกษตรกรผ่านโครงการช่วยเหลือนาปรัง 1,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งเปิดให้ขึ้นทะเบียนจนถึงวันที่ 30 เมษายน
นอกจากนี้การเปิดเสรีการค้าข้าว ให้เกษตรกรรายเล็กสามารถส่งออกข้าวได้ โดยการปรับลดสต๊อก และลดค่าธรรมเนียม ซึ่งได้มีการดำเนินการแล้ว โดยทั้ง 2 เรื่องนี้จะมีการนำเข้าครม. เพื่อขออนุมัติ
ประเด็นที่ 4 การแก้ไขปัญหาสินค้าต่างประเทศที่ทะลักเข้ามา ปัจจุบัน สามารถเก็บภาษี ได้ถึง 1. 5 พันล้านบาท และมีการดำเนินคดีกว่า 24,626 คดี มูลค่าความเสียหาย 1,257 ล้านบาท แบนด์กวาดล้างธุรกิจนมินี มีการดำเนินการไปแล้ว 851 ราย มูลค่าความเสียหาย 15,121 ล้านบาท
"ขอให้มั่นใจว่าทิศทางเศรษฐกิจที่เราดำเนินอยู่ กำลังไปได้ดี การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของประเทศก็กำลังเดินอยู่ การส่งออกก็เพิ่มขึ้น" นายพิชัย ระบุ