
เงินกองทุนไหลออกไม่พัก! ขายสุทธิเฉียด 6 หมื่นล้านใน 4 เดือน
กองทุนในประเทศยังเดินหน้าขายหุ้นไม่พัก เทขายสุทธิสะสมเกือบ 6 หมื่นล้านบาทใน 4 เดือน กดดันหุ้นใหญ่และหุ้นถือครองสูง 4% แม้ต่างชาติเริ่มซื้อกลับ ฟากโบรกแนะจับตา 13 หุ้นกองทุนถือน้อย 1% เป็นจุดหลบแรงขาย
KEY
POINTS
- กองทุนในประเทศเทขายหุ้นไทยต่อเนื่อง 4 เดือน (ต.ค.–ม.ค.) คิดเป็นมูลค่าขายสุทธิรวมเกือบ 6 หมื่นล้านบาท
- แรงขายดังกล่าวกดดันราคาหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นที่กองทุนถือครองในสัดส่วนสูงเป็นพิเศษ
- บทวิเคราะห์ชี้ 13 หุ้นเด่นที่กองทุนถือครองในสัดส่วนน้อย (ต่ำกว่า 1%) เป็นทางเลือกเพื่อหลีกเลี่ยงแรงเทขาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงเทขายจากกองทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา(ต.ค.–ม.ค.) โดยมีมูลค่าการขายสุทธิรวมมากกว่า 59,801.49 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราว 14,000–15,000 ล้านบาทต่อเดือน สะท้อนการปรับพอร์ตเชิงโครงสร้างของนักลงทุนสถาบันในประเทศ ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีความผันผวนและปัจจัยกดดันทั้งจากภายในและต่างประเทศ
โดยจะเห็นได้ว่า ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนเริ่มสลับมาขายสุทธิ ETF ในตลาดหุ้นทั่วโลกเป็นสัปดาห์แรกด้วยมูลค่าสูงถึง 23,744 ล้านบาท หลังจากที่นักลงทุนมีการซื้อสุทธิมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตลอด 6 เดือนก่อนหน้านี้
แรงขายดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นหลายกลุ่มในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) เผชิญแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นที่กองทุนถือครองในสัดส่วนสูง ซึ่งมีผลต่อทิศทางดัชนีและมูลค่าการซื้อขายในแต่ละวัน
แม้ในบางช่วงตลาดจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนกลุ่มอื่นเข้ามาพยุง แต่แรงขายจากกองทุนยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันภาพรวมตลาด
สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้นักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิเดือน ม.ค.2569 (5-28 ม.ค.2569) รวมที่ 7,800.78 ล้านบาท เป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเดือนที่ 2 ต่อเนื่องจากเดือน ธ.ค.2568 ที่เม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติซื้อไว้ที่ 6,052.90 ล้านบาท
ขณะที่ กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศหรือกองทุน ยังขายสุทธิหนักในเดือน ม.ค.2569 ถึง 27,638.16 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือน ธ.ค.2568 ที่กองทุนขายสุทธิ 9,790.00 ล้านบาท และเดือน พ.ย. 2568 กองทุนขายสุทธิ 9,176.24 ล้านบาท และเดือน ต.ค.2568 กองทุนขายสุทธิ 13,197.09 ล้านบาท รวมขายสุทธิติดต่อกัน 4 เดือน ทั้งสิ้น 59,801.49 ล้านบาท
จากปัจจัยข้างต้นดังกล่าว เป็นผลให้ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า การขายสุทธิของกองทุนในประเทศส่วนใหญ่เกิดขึ้นในหุ้นที่กองทุนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวมีแรงกดดันด้านราคามากกว่าหุ้นที่กองทุนถือครองในสัดส่วนต่ำ
ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวของกองทุนในประเทศยังสะท้อนผ่านโครงสร้างมูลค่าการซื้อขายของตลาด ซึ่งสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนสถาบันยังคงมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางราคาหุ้นรายตัว
จากข้อมูลดังกล่าว ฝ่ายวิจัยฯ จึงได้วิเคราะห์โดยแยกหุ้นตามสัดส่วนการถือครองของกองทุนในประเทศ เพื่อสะท้อนระดับแรงกดดันด้านราคาในเชิงโครงสร้าง โดยหุ้นที่กองทุนถือครองในสัดส่วนสูงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากแรงขายมากกว่า ขณะที่หุ้นที่กองทุนถือครองต่ำอาจได้รับผลกระทบจากแรงขายในระดับจำกัดกว่า
โดยแบ่งหุ้นออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
- กลุ่มหุ้นที่น่าเก็งกำไร (สัดส่วนกองทุนถือน้อยกว่า 1%) หุ้นในกลุ่มนี้มีโอกาสได้รับผลกระทบจากแรงขายของกองทุนค่อนข้างจำกัด เนื่องจากกองทุนถือครองอยู่ในระดับต่ำ ได้แก่ IRPC, PTG, STGT, STA, M, GUNKUL, CPAXT, BA, SJWD, SIRI, LH, SPALI และ DELTA
- กลุ่มหุ้นที่มีความเสี่ยงถูกขาย (สัดส่วนกองทุนถือมากกว่า 4%) นักลงทุนควรระมัดระวังหุ้นกลุ่มที่กองทุนถือครองในสัดส่วนสูง เนื่องจากอาจเผชิญกับความเสี่ยงถูกขายสุทธิเพื่อลดพอร์ต ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันด้านราคาที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานของบริษัท ประกอบด้วย KTB, BAM, SCB, BCP, PTT, WHART, ERW, FTREIT, TTB, AMATA, BAREIT, TIDLOR, PR9, CPNREIT, MTC, BCH, AEONTS และ COM7
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในระยะสั้นไม่ได้สะท้อนพื้นฐานธุรกิจทั้งหมด แต่ถูกกำหนดอย่างมีนัยสำคัญจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นและพฤติกรรมการปรับพอร์ตของกองทุนในประเทศ ในช่วงที่กองทุนยังขายสุทธิ หุ้นที่ถูกถือครองในสัดส่วนสูงย่อมเผชิญแรงกดดันด้านราคามากกว่าปกติ แม้ผลประกอบการจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงก็ตาม
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในภาวะนี้ควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก เลือกหุ้นที่แรงขายเชิงโครงสร้างจำกัด กระจายการลงทุน และไม่ไล่ราคาหุ้นที่ยังมีความเสี่ยงถูกลดพอร์ตจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เพราะการรักษาเงินต้นและวินัยการลงทุน มีความสำคัญไม่แพ้การแสวงหาผลตอบแทนในช่วงที่ตลาดยังไม่กลับสู่สมดุล







