สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ระบุว่าโรคหัด (Measles) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายได้ง่ายซึ่งสามารถแพร่กระจายผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ โรคนี้แพร่กระจายได้ง่ายแต่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน หากได้รับวัคซีนครบถ้วน จะช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดและภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ดังนั้น การฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรคหัดในชุมชน
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคหัด (Measles) เกิดจากเชื้อไวรัส Measles virus ซึ่งอยู่ในตระกูล Paramyxoviridae หลังจากได้รับเชื้อจะมีระยะฟักตัวประมาณ 10-14 วัน มีอาการ 2 ระยะ
1. อาการนำมักเริ่มจากไข้สูง ไอแห้ง น้ำมูกไหล ตาแดงและไวต่อแสง มีจุดขาวเล็ก ๆ บริเวณกระพุ้งแก้ม (Koplik’s spots) เป็นลักษณะจำเพาะของโรคหัด
2. ระยะผื่นขึ้น มีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้า มักเริ่มที่หน้าผาก ไรผม ลามไปตามลำตัว แขนและขา ผื่นมักขึ้นภายใน 3-4 วัน หลังจากเริ่ม มีไข้ ผื่นจะค่อย ๆ จางหายภายใน 7-10 วัน
นายแพทย์วีรวัต อุครานันท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ที่เป็นโรคหัด จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ สมองอักเสบ
โรคหัด สามารถป้องกันได้โดยการวัคซีนป้องกันโรคหัด เป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง โดยวัคซีนที่ใช้คือ MMR (Measles, Mumps, and Rubella) ซึ่งป้องกันได้ทั้งโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมันซึ่งเด็กควรได้รับวัคซีน MMR เข็มแรกที่อายุ 9-12 เดือน และเข็มที่สองที่อายุ 18 เดือน วัคซีน MMR ยังสามารถฉีดให้ผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
แพทย์หญิงนิอร บุญเผื่อน นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ สถาบันโรคผิวหนัง กล่าวเพิ่มเติมว่า หากติดโรคหัดแล้วไม่มีการรักษาจำเพาะแต่สามารถดูแลแบบประคับประคอง ได้แก่ การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ เช็ดตัวลดไข้และใช้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก ซึม หรือชัก ควรรีบพบแพทย์ทันที
การรักษาโรคหัดอีกวิธี คือ การใช้วิตามินเอ เป็นแนวทางที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ โดยเฉพาะในเด็กที่ขาดวิตามินเอหรือมีภาวะทุพโภชนาการ เนื่องจากวิตามินเอช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดภาวะแทรกซ้อนรวมจนถึงลดอัตราการเสียชีวิตซึ่งการรักษาโดยการใช้วิตามินเอเป็นเพียงการรักษาเสริมไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสหัดได้โดยตรง
ควรได้รับการดูแลรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ ดูแลภาวะขาดน้ำ และการแยกตัวเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ หากเด็กมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก ซึมลง หรือมีภาวะแทรกซ้อน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที