
เสียงสะท้อนแก้กม.บัตรทอง หวั่นนโยบาย 'ร่วมจ่าย' ผลักภาระผู้มีรายได้น้อยหลุดระบบรักษา
ฟังเสียงสะท้อนประชาชน ค้านแก้กฎหมาย 'บัตรทอง' ย้ำระบบปัจจุบันช่วยคนไทยเข้าถึงการรักษาทั่วถึง-เท่าเทียม ห่วงข้อเสนอ 'เปิดทางร่วมจ่าย' เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย กระทบผู้มีรายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง หลุดจากการรักษา เรียกร้องคงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ร่วมปกป้องสิทธิ -ตรวจสอบถ่วงดุล
KEY
POINTS
- ภาคประชาชนคัดค้านนโยบาย "ร่วมจ่าย" เพราะจะสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้มีรายได้น้อย จนอาจต้องเลือกระหว่างการรักษาตัวกับค่าครองชีพ
- การแก้ไขกฎหมายอาจเปลี่ยนบัตรทองเป็นระบบสำหรับผู้ป่วยอนาถา ซึ่งขัดต่อหลักการที่ควรเป็นสิทธิถ้วนหน้าของคนไทยทุกคนที่เสียภาษี
- มีความกังวลต่อข้อเสนอปรับลดสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชนในบอร์ด สปสช. ซึ่งอาจทำให้เสียงของประชาชนในการกำหนดทิศทางระบบสุขภาพลดลง
19 กันยายน 2569 จากกรณีที่มีข้อเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ซึ่งอยู่ระหว่างการล่ารายชื่อเสนอกฎหมายนั้น นางสาววิมล ถวิลพงษ์ แกนนำชุมชนพูนทรัพย์ (ชุมชนใต้สะพาน) เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร สะท้อนมุมมองว่า ประเด็นที่สร้างความกังวลให้ประชาชนอย่างมาก คือ การเปิดทางให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล รวมถึงแนวคิดที่อาจทำให้บัตรทองกลายเป็นระบบรักษาพยาบาลผู้ป่วยอนาถา ส่งผลต่อความเลื่อมล้ำสิทธิรักษาพยาบาล
ทั้งนี้ มองว่าหลักประกันสุขภาพของประชาชนไม่ควรถูกแบ่งตามฐานะเพราะทุกคนในประเทศต่างมีส่วนเสียภาษีให้ประเทศมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการ ระบบบัตรทองจึงควรเป็นหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคน ไม่ใช่สิทธิที่ต้องพิสูจน์ความจนก่อนจึงจะได้รับ
ความกังวลเรื่องร่วมจ่ายไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกระดาษแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่อาจทำให้คนหาเช้ากินค่ำตัดสินใจไม่ไปโรงพยาบาล อย่างตนเองมีหน่วยบริการประจำอยู่ห่างจากที่พักในเขตสายไหม การเดินทางไปโรงพยาบาลแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายมากกว่า 600 บาท หากต้องร่วมจ่ายค่ารักษาอีกประมาณ 300 บาท ค่าใช้จ่ายรวมจะสูงถึงเกือบ 1,000 บาทต่อครั้ง ขณะที่แรงงานจำนวนมากมีรายได้เพียงวันละไม่กี่ร้อยบาท และยังต้องรับผิดชอบค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายของครอบครัว
'การร่วมจ่าย' คนจนต้องเลือกระหว่าง "รักษาตัว -เก็บเงินไว้ซื้อข้าว"
"ถ้าคนทำงานทั้งวันได้เงินประมาณ 300 บาท แต่ไปหาหมอครั้งหนึ่งต้องจ่ายทั้งค่าเดินทางและค่ารักษาเกือบ 1,000 บาท แล้วจะเอาเงินจากที่ไหน การร่วมจ่ายอาจทำให้คนจนต้องเลือกระหว่างไปรักษาตัวกับเก็บเงินไว้ซื้อข้าวให้ครอบครัว" นางสาววิมล กล่าว
ทั้งนี้ ก่อนมีระบบบัตรทองประชาชนที่ไม่มีสวัสดิการต้องรับภาระค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคร้ายแรงหรือโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง หลายครอบครัวต้องขายที่นา สัตว์เลี้ยง หรือเครื่องมือประกอบอาชีพเพื่อนำเงินมารักษาตัว เมื่อหมดทรัพย์สินทำกิน ผู้มีรายได้น้อยจึงยิ่งตกอยู่ในความยากจน
"บัตรทอง" จุดเปลี่ยนสำคัญให้ประชาชนเข้าถึงการรักษา
ด้วยเหตุนี้ การเกิดขึ้นของระบบบัตรทองจากความมุ่งมั่นของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ และผู้ร่วมผลักดัน จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ประชาชนซึ่งไม่มีสวัสดิการสามารถเข้าถึงการรักษาได้ แม้ในช่วงเริ่มต้นระบบจะมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นหลักประกันสำคัญของประชาชน
"บัตรทองในวันนี้ มองว่าทำหน้าที่ได้ดีแล้ว ทำให้คนที่เคยไม่มีโอกาสเข้าถึงการรักษาได้รับบริการอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อย่างไรก็ดีหากระบบมีปัญหาจริง ก็ควรแก้ที่การบริหารจัดการ งบประมาณ หรือวิธีจ่ายเงิน ไม่ใช่มุ่งแก้ กม.บัตรทองเพื่อผลักภาระกลับมาให้ประชาชน" นางสาววิมล กล่าว
แกนนำชุมชนพูนทรัพย์ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุผลในการแก้กฎหมายบัตรทอง เพราะโรงพยาบาลและคลินิกประสบปัญหาทางการเงินนั้น มองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ว่าปัญหาขาดทุนเกิดจากส่วนใด งบประมาณไม่เพียงพอหรือมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการอย่างไร เพื่อร่วมกันหาทางแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แทนการใช้วิธีร่วมจ่ายซึ่งอาจลดโอกาสเข้าถึงบริการของประชาชน
เสนอปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช.
อีกประเด็นที่ภาคประชาชนกังวล คือข้อเสนอปรับโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยอาจลดสัดส่วนผู้แทนภาคประชาชน เพราะตัวแทนกลุ่มต่าง ๆ ในบอร์ด สปสช. มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนปัญหา ปกป้องสิทธิ และถ่วงดุลกับฝ่ายผู้ให้บริการ หากลดเสียงของประชาชนลง การตัดสินใจเรื่องสิทธิประโยชน์ งบประมาณ และการจัดบริการอาจห่างจากความต้องการของผู้ใช้สิทธิ
"บัตรทองเป็นหลักประกันสุขภาพของประชาชน ไม่ควรแบ่งว่าใครจนหรือใครรวย ทุกคนควรได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียม และประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของระบบ หากลดตัวแทนภาคประชาชนลง ก็ต้องตอบให้ได้ว่าใครจะเป็นผู้ปกป้องสิทธิและตรวจสอบถ่วงดุลแทนประชาชน" แกนนำชุมชนพูนทรัพย์ กล่าว
นางสาววิมล กล่าวทิ้งท้ายว่า ต้องการส่งเสียงไปถึงผู้เสนอแก้กฎหมายและรัฐบาลว่า ประชาชนจำนวนมากยังต้องพึ่งพาระบบบัตรทอง การเพิ่มภาระร่วมจ่ายหรือทำให้เสียงของประชาชนในบอร์ด สปสช. ลดลง จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก พร้อมเรียกร้องให้หยุดข้อเสนอที่อาจกระทบหลักการสำคัญของระบบ และรักษาบัตรทองให้เป็นหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคนต่อไป







