KEY
POINTS
รัฐบาล เร่งดำเนินโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซีโดยมีหมุดหมายใช้เป็นเคลื่อนยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐประเทศ เพราะนอกจากโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)
โครงการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออกและสนามบินอู่ตะเภา โครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 โครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 การกำหนดให้มีเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้วนั้น
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี ยังคงเดินหน้าโครงการศูนย์ธุรกิจ อีอีซี และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือที่เรียกว่า “เมืองหลวงของอีอีซี”
ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาเขตพิเศษภาคตะวันออก เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve Target Industries) บนพื้นที่รวม 14,619 ไร่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มูลค่าการลงทุนประมาณที่ 1.34 ล้านล้านบาท สามารถช่วยกระตุ้นการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ภายใน 10 ปี และสร้างพลังทางเศรษฐกิจให้ประเทศ
ชงครม.เคาะศึกษาประมูล PPP
ขณะความคืบหน้า เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ครั้งที่ 4/2566 เรื่อง การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โครงการศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (Future Livable Smart City: EECiti)
ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เสนอ ให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นพิจารณาก่อนประกาศเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษและประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
ล่าสุดนายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ความคืบหน้าโครงการฯ ปัจจุบันอีอีซีอยู่ระหว่างจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อศึกษารูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานบนพื้นที่เมืองใหม่อัจฉริยะ 14,619 ไร่ คาดใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน
ทั้งนี้ตามแผนหากศึกษาแล้วเสร็จจะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในเดือนก.ค.นี้ และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน (Market Sounding) ภายในปลายปี 2568
หลังจากนั้นจะรวบรวมความคิดเห็นเพื่อจัดทำเป็นโมเดลธุรกิจ (Business Model) ก่อนกลับมาเสนอต่อกพอ.และครม.เห็นชอบรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ก่อนประกาศเชิญชวนให้เอกชนร่วมประมูลภายในต้นปี 2569 โดยจะเริ่มก่อสร้างภายในปี 2570 ระยะเวลาก่อสร้างราว 2-3 ปี คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2573
“ส่วนวงเงินลงทุน PPP ระบบสาธารณูปโภคบนพื้นที่มืองใหม่อีอีซีนั้นยังไม่ได้ประเมิน เพราะรอผลการศึกษารูปแบบการร่วมลงทุน PPP ก่อนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งแนวโน้มการประมูลจะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัมปทาน 50 ปี โดยให้สัญญาสัมปทานเอกชนเพียงรายเดียวเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้เอกชนสามารถดำเนินการระบบสาธารณูปโภคได้พร้อมกันทั้งโครงการ” นายจุฬา กล่าว
ทั้งนี้โครงสร้างพื้นฐานที่คาดว่าจะต้องลงทุนในพื้นที่นี้ ประกอบด้วย โครงข่ายถนน เพื่อเชื่อมต่อกับโครงข่ายถนนภายนอกโครงการ 4 ด้าน โครงข่ายถนนภายในพื้นที่โครงการ โครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะสำหรับเชื่อมพื้นที่โครงการกับ 4 เมืองหลัก
และโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะภายในพื้นที่โครงการ ระบบผลิตน้ำประปา มีความต้องการใช้น้ำประปาประมาณ 69,000 ลบ.ม./วัน ระบบบำบัดน้ำเสีย มีปริมาณน้ำเสียประมาณ 55,000 ลบ.ม./วัน
พร้อมจัดเตรียมระบบผลิตน้ำรีไซเคิล ระบบการจัดการขยะ รองรับปริมาณขยะประมาณ 426 ตัน/วัน ระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด มีความต้องการไฟฟ้าอย่างน้อย 439 MW และอุโมงค์สาธารณูปโภค ระยะทางประมาณ 100 กม.
ตั้งเขตส่งเสริมฯ ดึงลงทุน 1.4 หมื่นไร่
นอกจากนี้บนพื้นที่เมืองใหม่อีอีซีนั้นปัจจุบันอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ผ่านมาจากประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)
เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2566 มีมติเห็นชอบการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษประเภทเพื่อกิจการพิเศษ โดยแผนระยะที่ 1 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 5,795 ไร่ ประเมินมูลค่าการลงทุนประมาณ 534,985 ล้านบาท
นายจุฬา ระบุอีกว่า ในปี 2568 ได้ตั้งเป้าขออนุมัติกพอ.เพื่อจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษประเภทเพื่อกิจการพิเศษ
ในปัจจุบันอีอีซีได้พื้นที่มาแล้ว 1 ใน 3 ของโครงการเมืองใหม่ ซึ่งการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และการกีฬาแห่งประเทศไทยจะขอใช้พื้นที่ดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้อีอีซีจะดำเนินการขยายพื้นที่รวมทั้งหมด 14,619 ไร่ พร้อมกันทีเดียว จากแผนเดิมในระยะแรกที่ครอบคลุมพื้นที่เพียง 5,795 ไร่ ซึ่งใช้ระยะเวลานานถึง 3 ปี ในการขอตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยแก่ประชาชนในพื้นที่ ส.ป.ก.
ขณะเดียวกันต้องรอดูว่าทั้ง 2 หน่วยงานจะขอใช้พื้นที่เท่าไร เพื่อนำมาจ่ายค่าชดเชยที่ดิน ส.ป.ก เนื่องจากอีอีซีต้องหักค่าเช่าจากทั้ง 2 หน่วยงานอยู่แล้ว
เปิดแผนลงทุน 10 ปี
ส่วนการลงทุนโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะตามแผนนั้น ตลอดระยะเวลาโครงการ 10 ปี แบ่งการลงทุนเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแรกคือการลงทุนโดยภาครัฐ ได้แก่ สกพอ. ประมาณ 28,541 ล้านบาท และหน่วยงานรัฐอื่นที่เกี่ยวข้องประมาณ 9,133 ล้านบาท รวมเงินลงทุนโดยภาครัฐประมาณ 37,674 ล้านบาท คิดเป็น 2.8% ของมูลค่าการลงทุนทั้งโครงการ ประกอบด้วย
ค่าชดเชยที่ดิน ค่าเตรียมการพัฒนาโครงการฯ ค่าปรับพื้นที่และค่าโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนเชื่อมโครงข่ายภายนอกโครงการ ถนนภายในโครงการ สะพาน ภูมิทัศน์ พื้นที่สาธารณะและนันทนาการส่วนกลาง ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ระบบท่อส่งน้ำดิบ การพัฒนาแหล่งน้ำ และทางน้ำ เป็นต้น
ถัดมากลุ่มที่สองคือการร่วมลงทุนระหว่างรัฐหรือรัฐวิสาหกิจและเอกชน หรือเอกชนลงทุน ประมาณ 131,119 ล้านบาท คิดเป็น 9.7% ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้งโครงการ โดยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคภายในเมือง เช่น ระบบดิจิทัล ระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ
ระบบขนส่งสาธารณะในเมือง แหล่งน้ำและระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ระบบผลิตน้ำรีไซเคิล ระบบจัดการขยะ ระบบไฟฟ้า อุโมงค์สาธารณูปโภค เป็นต้น
ปิดท้ายกลุ่มที่สามคือการลงทุนโดยภาคเอกชน ประมาณ 1,180,808 ล้านบาท คิดเป็น 87.5% ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้ง โครงการ ได้แก่ ค่าลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่เชิงพาณิชย์
เพิ่มการจ้างงาน-ประชากรพุ่ง 1.5 ล้านคน
สำหรับโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะมีพื้นที่ประมาณ 14,619 ไร่ ตั้งอยู่ใน ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อยู่ห่างจากพัทยา-จอมเทียนประมาณ 10 กม. และห่างจากสนามบินอู่ตะเภาประมาณ 15 กม. ติดทางหลวงหมายเลข 331 และอยู่ภายในรัศมี 30 กม. รอบสนามบินอู่ตะเภา
อย่างไรก็ดีโครงการเมืองใหม่อีอีซีถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนามหานครการบินภาคตะวันออก (EEC Aerotropolis) เพื่อรองรับการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบิน อุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบิน
ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่อีอีซี คาดว่าจะสร้างงานทางตรงไม่น้อยกว่า 50,000 ตำแหน่ง ภายในปี 2575 มีแรงงานทักษะสูง มีรายได้ที่สูงขึ้น มีธุรกิจและบริการมาตรฐานสากลวิสาหกิจเริ่มต้น (Start-up) ประมาณ 150-300 กิจการ ส่งผลให้มีประชากรเพิ่มขึ้น 1.5 ล้านคน และมีผู้เดินทางเข้ามาในพื้นที่ 70 ล้านคน ในปี 2580
ลงนามไฮสปีด 3 สนามบิน ดีเลย์
ฟากความคืบหน้าการแก้ไขร่างสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) นายจุฬา ยืนยันว่า การลงนามสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับเอกชน หรือบริษัทเอเชียเอราวัน จำกัด (ซีพี) จะดำเนินการได้ภายในเดือนมิ.ย.2568 ซึ่งล่าช้าออกไป 3 เดือน จากเดิมที่ตั้งเป้าจะลงนามสัญญาได้ภายในเดือนเม.ย.นี้
“สาเหตุที่มีความล่าช้าจากการขยับไทม์ไลน์โครงการฯนี้ออกไป เนื่องจาก รฟท.มีการเลื่อนประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.ออกไปเป็นวันที่ 27 มี.ค.นี้ จากเดิมที่มีการประชุมบอร์ดรฟท.ในช่วงต้นเดือนมี.ค.2568 ส่งผลให้ขั้นตอนหลังจากผ่านบอร์ดรฟท.แล้วจะต้องส่งร่างสัญญาต่ออัยการสูงสุดตรวจสอบ ใช้ระยะเวลาราว 1 เดือน หรือภายในเดือนเม.ย.2568 หลังจากนั้นจะเสนอต่อกพอ.และครม.ได้ภายในเดือนพ.ค.นี้ ก่อนลงนามสัญญาภายในเดือนมิ.ย.2568” นายจุฬากล่าว