วันนี้ (15 มิ.ย.66) ผู้สื่อข่าวรายงานการเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX เปิดตลาดราคาอยู่ระดับ 13.00 บาท ล่าสุด เมื่อเวลา 10.08 น. อยู่ที่ระดับ 13.10 บาท ปรับขึ้น 3.97% หรือบวก 0.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 49.35 ล้านบาท จากราคาปิดเมื่อวานนี้ที่ 12.60 บาท
โดยในรอบ 1 สัปดาห์ ( 7- 14 มิ.ย.66 ) ราคาหุ้น KEX ปรับขึ้นแล้ว 27.92% หรือ 2.75 บาท เทียบราคาล่าสุด ( 7 มิ.ย.66 ) ซึ่งอยู่ระดับ 9.85 บาท
ทั้งนี้ราคาหุ้น KEX ปรับขึ้นขานรับกระแสข่าวที่ว่า SF Express ผู้ถือหุ้นใหญ่ KLN Logistic ขณะที่ KLN ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ KEX โดยถือหุ้นอยู่ 52.06% กำลังพูดคุยควบรวมกิจการ JT&T Express ผู้เล่นอันดับ 4 ในไทย
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี ระบุว่าราคาหุ้น KEX วานนี้ ( 14 มิ.ย.66 ) ปรับตัวขึ้นมาแรง 16.67% จากความคาดหวังว่าอาจจะเห็นความร่วมมือระหว่าง KEX กับ J&T express Thailand ซึ่งทำธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนในไทย ความคาดหวังดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีข่าวว่า SF express ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทขนส่งพัสดุชั้นนำของจีน กำลังเจรจาเข้าซื้อหุ้น 1-2% ใน J&T express ซึ่งเป็นบริษัทจัดส่งพัสดุระดับโลกที่มีฐานธุรกิจตั้งต้นในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ SF express เป็นบริษัทแม่ของ KEX ในขณะที่ J&T express เป็นบริษัทแม่ของ J&T express Thailand ซึ่งตลาดคาดว่าจะเห็นความร่วมมือกันของสองบริษัท รวมถึงการดำเนินงานในไทยด้วย
อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัย มองว่าอาจจะมีความร่วมมือกันในระดับหนึ่งระหว่าง KEX และ J&T express Thailand หลังการซื้อขายหุ้นของบริษัทแม่ทั้งสองบริษัท แต่ระดับของความร่วมมือดังกล่าวไม่น่าจะมากพอที่จะทำให้การแข่งขันด้านราคาลดลง และทำให้ทั้งสองบริษัทกลับมามีกำไรได้ เนื่องจากความร่วมมือระหว่าง KEX และ J&T อาจจะเป็นแบบหลวม ๆ มาก ๆ เพราะ SF แสดงเจตนาจะซื้อหุ้น J&T เพียง 1-2% เท่านั้น ซึ่งยังไม่มากพอที่จะทำให้บริษัทลูกของทั้งสองบริษัทมีความผูกพันกันอย่างแนบแน่นได้
นอกจากนี้สงครามราคารอบล่าสุดไม่ได้เกิดจาก J&T ซึ่งจัดอยู่ในอันดับ 4 ในแง่ของปริมาณพัสดุจัดส่ง แต่เกิดจาก Flash ซึ่งอยู่ในอันดับ 3 ซึ่งมุ่งจะชิงส่วนแบ่งตลาดจาก KEX ด้วย การใช้สงครามราคา ดังนั้น การเข้าซื้อ J&T อาจจะไม่ได้ทำให้สงครามราคาในธุรกิจหมดไป และผู้ประกอบการจัดส่งพัสดุทุกรายไม่เพียงแต่เผชิญกับภาวะสงครามราคา เท่านั้น แต่ยังเผชิญกับขาลงของธุรกิจ e-commerce ด้วย ซึ่งความร่วมมือระหว่าง KEX และ J&T อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะช่วยหนุนอัตรากำไรได้มากนัก
โบรกมองราคาแพงเกิน ให้ราคาเป้าหมาย 8.50 - 9.54 บาท
ฝ่ายวิจัยกรุงศรี ยังคงแนะนำขายในหุ้น KEX และคงราคาเป้าหมายที่ 8.50 บาท เนื่องจากคาดว่าบริษัทจะยังคงมีผลขาดทุนหนักไปอีกหลายปี จากขาลงของ e-commerce และสงครามราคา
สอดคล้องกับ ฝ่ายวิจัยบล.กสิกรไทย ระบุว่ามองว่าอุตสาหกรรมนี้ ยังห่างไกลจากการรวมตลาดที่เป็นมิตร โดยพิจารณาจากการระดมทุนรอบล่าสุดของ Flash เสร็จสมบูรณ์ที่ 1.5 หมื่นล้านบาทในช่วงต้นปีนี้ และ J&T Express เตรียม IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงในครึ่งหลังของปี 2567 ความกังวลของฝ่ายวิจัยเกี่ยวกับ KEX ได้เปลี่ยนจากสงครามราคาระหว่างผู้ให้บริการจัดส่งด่วน เป็น ปริมาณการจัดส่งที่ลดลงหลังโควิด-19 และการแข่งขันของบริการการขนส่งสินค้าโดยหน่วยงานภายในองค์กรของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เช่น ลาซาด้า ช้อปปี้ เป็นต้น
โดยบล.กสิกรไทย แนะนำขายในหุ้น KEX มองว่าความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นวานนี้ดูเหมือนจะเป็นไปในเชิงบวกมากเกินไป โดยยังคงคาดการณ์การขาดทุนปกติในปี 2566 -2568 และให้ราคาเป้าหมายสิ้นปีนี้อยู่ที่ 9.54 บาท คาดว่าในไตรมาส 2/66 ผลประกอบการยังคงขาดทุน
ราคาหุ้น KEX เมื่อเวลา 12.07 น. (15 มิ.ย.66 ) ปรับลงมาอยู่ระดับ 12.40 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ -1.59% มูลค่าซื้อขาย 127.51 บาท ราคาปรับสูงสุด 13.80 บาท และต่ำสุดที่ 12.20 บาท
สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับแรก ของบมจ.เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) หรือ KEX ข้อมูล ณ 28 ก.พ.2566 ประกอบด้วย