ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยบทความวิชาการ แนวคิดแก้วิกฤตสภาพคล่อง ด้วยการให้รัฐซื้อหนี้ประชาชนตอบโจทย์ได้จริงหรือ ว่า ปัญหาของภาคครัวเรือนและธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้คือการ “ขาดสภาพคล่อง” รากเหง้าเกิดจากภาวะเศรษฐกิจซึมยาวทั้งจากปัจจัยภายในการเมืองไม่เอื้อและภาคเศรษฐกิจบางส่วนยังไม่ฟื้นตัว
ขณะที่ปัจจัยแวดล้อมนอกประเทศซึ่งประเทศคู่ค้าหลักส่งออกเศรษฐกิจได้รับจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กอปรกับมาตรการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกทำให้มีความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลกยังซึมต่อเนื่อง
บริบทเหล่านี้มีผลทำให้เศรษฐกิจไทยติดกับดักไม่พ้นปากเหวเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำมีผลทำให้รายได้ธุรกิจไม่เติบโตหรือลดลงกระทบไปถึงรายได้แรงงานและครัวเรือนไม่สามารถปรับตัวทันต่อรายจ่าย การขาดสภาพคล่องทำให้ต้องพึ่งพาการเป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ
ภาพรวมหนี้ครัวเรือนของไทยข้อมูลล่าสุดมีจำนวนมากกว่า 16.34 ล้านล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมาหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือนขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปีช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา (Q3 ปี 66/67) เพิ่มขึ้น 9.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.87 (ที่มา : ธปท.) ส่วนใหญ่ 1 ใน 3 เป็นหนี้บ้าน/อสังหาริมทรัพย์
รองลงมาเป็นหนี้เพื่อการอุปโภค-บริโภคสัดส่วนร้อยละ 28 สินเชื่อส่วนบุคคลสัดส่วนร้อยละ 20 หนี้เพื่อยานยนต์สัดส่วนร้อยละ 10.2 จากภาวะรายได้ไม่พอกับรายจ่ายบวกกับอุปนิสัยการใช้จ่ายแบบไม่พอเพียงและวินัยการชำระหนี้ของครัวเรือนไทยทำให้ในแต่ละปีหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งเชิงปริมาณและมูลหนี้
กล่าวคือประชากรไทยเป็นหนี้มีประมาณ 25.5 ล้านคนคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 48.8 ของผู้ที่บรรลุนิติภาวะโดยเฉลี่ยประชากรทุกวัยเป็นหนี้ต่อคนประมาณ 1.18 แสนบาท ขณะที่ประชากรหลังวัยเกษียณ (60 – 70 ปี) สัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ยังเป็นหนี้และเป็นหนี้ด้อยคุณภาพในสัดส่วนที่สูง
หนี้ครัวเรือนไทยทั้งหนี้ชาวบ้านและธุรกิจส่วนใหญ่เป็นลักษณะ “หนี้เรื้อรัง” ต้นเหตุจากรายรับไม่พอรายจ่ายทำให้หนี้ขยายตัวขึ้นทุกปี นำไปสู่หนี้ด้อยคุณภาพหรือหนี้เสีย (NPL) ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2567 มีจำนวน 9.59 ล้านบัญชี มูลหนี้ด้อยคุณภาพสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท เทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งหนี้เสียในขณะนั้นมีจำนวน 2.5 ล้านล้านบาท
สามารถแยกหนี้เสีย เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลสัดส่วนร้อยละ 23.4 สินเชื่อเพื่อยานพาหนะสัดส่วนร้อยละ 21.6 สินเชื่อบ้านสัดส่วนร้อยละ 19.2 ตามด้วยสินเชื่อบัตรเครดิตสัดส่วนร้อยละ 11.3 (ข้อมูลบางแห่งระบุร้อยละ 5.9) ที่กล่าวยังไม่รวมหนี้ที่กำลังจะเสียหรือที่ต้องระวังเป็นพิเศษ (SM) จำนวน 6.413 แสนล้านบาททำให้หนี้เสียและหนี้ด้อยคุณภาพรวมกันมีสัดส่วนถึงร้อยละ 11.3 ของหนี้ครัวเรือนทั้งระบบ
ความกังวลของการด้อยคุณภาพสินเชื่อส่งผลทำให้ภาวะการเงินตึงตัวจากสินเชื่อชะลอตัวลงการขยายสินเชื่อธุรกิจมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ทั้งภาคการผลิตและบริการยังอยู่ในภาวะหดตัวต่อเนื่อง การขาดสภาพคล่องไม่ได้มีอยู่ในภาคครัวเรือน
ในภาคธุรกิจสภาวะเช่นนี้กำลังขยายตัวจากปัญหาการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อจากแหล่งสถาบันการเงินซึ่งมีข้อจำกัดค่อนข้างสูง ขณะที่สินเชื่อชาวบ้านมีการหดตัวทั้งสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนาดย่อย สินเชื่อเช่าซื้อยานยนต์ส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ
การขาดสภาพคล่องในภาคธุรกิจกำลังลามไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่โดยทั่วไปพบว่าการชำระหนี้การค้ามีการขยายระยะเวลายาวกว่าเดิม บางรายเริ่มเก็บเงินยากไปจนถึงไม่สามารถชำระหนี้กลายเป็น NPL ในภาคธุรกิจที่มีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างชัดเจน ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อการขยายตัวการบริโภคเอกชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจก่อตัวเป็นวิกฤตทางการเงินของประเทศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นโจทย์ซึ่งแก้ไม่ได้ง่ายๆ
การที่ผู้นำทางจิตวิญญาณซึ่งเป็นเจ้าของ (อย่างไม่เป็นทางการ) ของพรรคการเมืองใหญ่ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล ออกมาคิกออฟแนวคิดแก้วิกฤตสภาพคล่องของประเทศด้วยการให้รัฐซื้อหนี้ประชาชนได้รับความสนใจว่าจะทำได้อย่างไรและสามารถตอบโจทย์ของประเทศได้จริงหรือไม่
อีกทั้งจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างการเงิน-การคลังของประเทศตลอดจนการอ่อนค่าของเงินบาทมากน้อยเพียงใด ข้อกังวลการซื้อหนี้ประชาชนหากรัฐบาลทำจริงจะมีแนวทางและผลกระทบอย่างไร ขอแยกเป็นประเด็นดังต่อไปนี้
ประการแรก : หากรัฐบาลมีการออก พ.ร.ก.กองทุนเพื่อการฟื้นฟูแก้สภาพหนี้ด้วยการย้ายหนี้หรือซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินซึ่งเป็นเจ้าหนี้เข้ามาในบริษัทบริหารสินเชื่อที่อาจตั้งขึ้นใหม่ประเด็นซึ่งต้องนำมาพิจารณาคือมูลหนี้ 1.2 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 8 – 9 ล้านบัญชี จะมีแนวทางพิจารณาอย่างไรเม็ดเงินจะเอามาจากไหน
กรณีศึกษาการตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟู (FIDF) ซื้อหนี้สถาบันการเงินสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งปีพ.ศ. 2544 ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลตั้งงบประมาณจ่ายคืนเป็นรายปี ปัจจุบันยังคงมีหนี้ค้างอยู่ประมาณ 5.908 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยที่ผ่านมา 3.7 – 4.0 แสนล้านบาท ประเด็นคือการออกพ.ร.ก.ซื้อหนี้ประชาชนครั้งหนี้บริบทต่างกับสมัยวิกฤตต้มยำกุ้งจะทำได้หรือไม่
ประการที่สอง : การซื้อหนี้ประชาชนหากใช้วิธีด้วยการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้วประมาณมากกว่า 87 แห่งให้เข้ามาทำหน้าที่ซื้อ-โอนหนี้ด้อยคุณภาพ ประเด็นที่ต้องเข้าใจการดำเนินดังกล่าวมีต้นทุน โดยทั่วไปสถาบันการเงินกรณีต้องการจำหน่าย-โอนหนี้เสียจะใช้วิธีประมูลหรือ “Bidding” แยกเป็นสองส่วนคือ
1. หนี้ที่ยังไม่ฟ้องโดยทั่วไปบริษัทบริหารสินทรัพย์จะรับซื้อเฉลี่ยประมาณร้อยละ 70 – 80 ของมูลหนี้
2. หนี้เสียที่มีการฟ้องอยู่ในศาลโดยทั่วไปบริษัทบริหารสินทรัพย์จะซื้อเฉลี่ยร้อยละ 50 – 60
หากเฉลี่ยส่วนสูญเสียหรือ “Debt Hair Cut” อยู่ประมาณร้อยละ 35 ของมูลหนี้ หากเป็นหนี้เสีย 1.2 ล้านล้านบาท เป็นเม็ดเงิน 4.0 – 4.2 แสนล้านบาท ส่วนต่างนี้ใครจะรับผิดชอบเพราะทางแบงค์ไม่ได้ประสงค์จะขายหนี้แต่เป็นรัฐบาลที่จะเข้ามาแบกซื้อหนี้ แต่ในทางบวกจะเป็นการแก้หนี้สถาบันการเงินได้อย่างเบ็ดเสร็จส่วนแบงค์จะปล่อยสินเชื่อใหม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ประการที่สาม : กรณีศึกษาโครงการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้ “คุณสู้ เราช่วย” โดยรัฐบาลเป็นเจ้าภาพเพื่อเข้ามาแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบโดยรัฐบาลจะพักดอกเบี้ย 3 ปี หากมีการชำระเงินต้นตามเงื่อนไขที่กำหนดจะไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย เป้าหมายเริ่มต้น 2.1 ล้านบัญชี จำนวนลูกหนี้ 1.9 ล้านคน
ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา (12 ธ.ค. 67 – 28 ก.พ. 68) มีผู้ลงทะเบียน 7.46 แสนบัญชีสัดส่วนร้อยละ 35.5 ของเป้าหมายที่ตั้งไว้และจำนวนลูกหนี้ที่เข้าโครงการ 6.42 แสนคน สัดส่วนร้อยละ 33.8 ของเป้าหมาย
เห็นได้ว่าจำนวนลูกหนี้ด้อยคุณภาพประสงค์ที่จะเข้าโครงการน้อยกว่าที่คาดจนต้องมีการขยายระยะเวลาเดิมสิ้นสุด 28 กุมภาพันธ์ ไปเป็นวันที่ 30 เมษายน 2568 แสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ด้อยคุณภาพส่วนใหญ่ไม่สนใจเข้าร่วมโครงการในลักษณะ “ทิ้งหนี้ทั้งต้นและดอก” แต่คงต้องดูว่าเมื่อจบโครงการผลจะเป็นอย่างไร
1.แนวทางการซื้อหนี้ประชาชนเกี่ยวข้องกับวิธีที่จะใช้แนวทางไหน เกี่ยวข้องกับการออกแบบ Business Model เช่น เป็นลักษณะการจัดตั้งกองทุนฯ หรือให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 87 แห่งเข้ามาดำเนินการ เกี่ยวข้องกับที่มาของแหล่งทุนของรัฐบาล การเจรจาราคาซื้อหนี้จากสถาบันการเงินตลอดจนระยะเวลาการปิดตัวโครงการเพื่อประเมินต้นทุนที่แท้จริง
รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเงิน-การคลังของประเทศ ประเด็นที่ต้องพิจารณาจำนวนหนี้เสียมีมากเกี่ยวข้องกับบัญชี 8 - 9 แสนบัญชีและลูกหนี้หลายล้านคนจะมีวิธีการแบ่งแยกคัดกรองว่าเป็น NPL หรือคนเบี้ยวหนี้เกี่ยวข้องกับวินัยการชำระหนี้
2.โครงการนี้มีต้นทุนแน่นอน เนื่องจากการซื้อหนี้ไม่ว่าจะผ่านกองทุนหรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ล้วนมีต้นทุนบริหารหนี้จากส่วนต่างของหนี้หรือชาวบ้านเรียกว่า “Hair Cut” อีกทั้งหนี้เสียจากหนี้พาหนะ/ยานยนต์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมีมูลหนี้ประมาณ 2.6 แสนล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 22 ของหนี้ NPL
สินทรัพย์เหล่านี้ด้อยคุณภาพหรือไม่มีราคาจะมีวิธีประเมินกันอย่างไร สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลส่วนหนึ่งไปใช้ในธุรกิจซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 23.4 ของหนี้เสีย หนี้เหล่านี้ส่วนใหญ่มักไปจบในศาลเกี่ยวข้องกับปัญหาในการบังคับคดี
3.คาดหวังว่าการซื้อหนี้จะมีผลเพิ่มกำลังซื้อ การบริโภคประชาชนในช่วงที่ผ่านมาลดลงเป็นลำดับมีผลต่อการลงทุนเอกชนที่ปีที่แล้วหดตัวร้อยละ 1.6 ส่งผลต่อ GDP ขยายตัวเพียงร้อยละ 2.5 และปีนี้อาจขยายตัวได้ร้อยละ 2.4 – 2.7 (รัฐบาลประเมินขยายตัวร้อยละ 3.0 – 3.5)
ความคาดหวังการซื้อหนี้จะทำให้ “Net Income” ของประชาชนเพิ่มขึ้นส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นการบริโภคแต่ข้อเท็จจริงลูกหนี้ซึ่งเป็นหนี้เสียส่วนใหญ่ไม่จ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย การซื้อหนี้ไม่ได้ทำให้เพิ่มเงินในกระเป๋าที่จะมาจับจ่ายใช้สอยและอาจไม่สามารถเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างที่คาดหวัง
4.ปัญหาวินัยการชำระหนี้ (Moral Hazard) กล่าวได้ว่าการขายหนี้ให้ AMC ไปบริหารหนี้ทำให้ลูกหนี้ได้รับเงื่อนไขจำนวนหนี้ที่ลดลงและเงื่อนไขชำระหนี้ผ่อนปรนกว่าเดิม อาจกระตุ้นให้ลูกหนี้ดีหรือลูกหนี้ที่เริ่มมีปัญหาเลือกที่จะปฏิเสธการจ่ายหนี้เพื่อรอเข้าโครงการจะได้มีการ Hair Cut ลดต้นและลดดอกเบี้ย ทำให้ NPL ในระบบสูงขึ้นมีผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบเครดิตของไทยในอนาคต
5.คาดหวังว่าลูกหนี้ที่เข้าโครงการจะสามารถขอสินเชื่อได้ใหม่ ลูกหนี้เข้าโครงการจะไม่ถูกบันทึกเป็นหนี้เสียของเครดิตบูโร ข้อเท็จจริงสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะกับลูกหนี้ทั้งส่วนบุคคลและธุรกิจที่มีประวัติ NPL ไม่สามารชำระหนี้จนต้องให้บริษัทบริหารสินทรัพย์รับหนี้ โครงการนี้จึงมีความท้าทายในผลสัมฤทธิ์ที่ค่อนข้างสูง