thansettakij
IAA เผยผลสำรวจไตรมาส 2/68 มองเศรษฐกิจโลกกดดันการลงทุน

IAA เผยผลสำรวจไตรมาส 2/68 มองเศรษฐกิจโลกกดดันการลงทุน

04 เม.ย. 2568 | 09:31 น.
อัปเดตล่าสุด :04 เม.ย. 2568 | 09:32 น.

สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เผยผลสำรวจไตรมาส 2/68 เศรษฐกิจต่างประเทศกดดันการลงทุน วางกรอบดัชนีกรอบ 1,113 - 1,336 จุด พร้อมชู ADVANC BDMS CPALL KTB เด่น

นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 23 สำนัก เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนไตรมาส 2 ปี 2568 ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

สมมติฐานหลักที่นักวิเคราะห์ใช้

  • ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยของปีนี้ 73.49 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
  • สมมติฐาน GDP ปี 68 รายที่ต่ำสุดที่ 1.5% สูงสุดที่ 3% โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.56%
  • Risk Free Rate ที่ใช้ในการประเมินมูลค่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.30%
  • Risk Premium ของตลาดหุ้น เฉลี่ยอยู่ที่ 8.20%

ปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2568

  • ปัจจัยบวก นำโดยทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ผู้ตอบแบบสำรวจ 91.30% เทคะแนนให้อย่างชัดเจน ปัจจัยรองลงมาผู้ตอบ 56.52% โหวตให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ
  • ปัจจัยลบ คือ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจต่างประเทศทั้ง อเมริกา ยุโรป เอเชีย มีผู้ตอบ 86.96% ของผู้ตอบทั้งหมด รองลงมาเศรษฐกิจภายในประเทศ มีผู้ตอบ 78.26% ตามมาด้วยปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ มีผู้ตอบ 69.57% และผลประกอบการของ บจ. ปี 68 มีผู้โหวต 60.87% ตามลำดับ  
  • ปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นพิเศษในไตรมาส 2 คือการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ตามมาด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยและนโยบายของรัฐบาลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) สมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA)

ขณะที่คาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ในสิ้นปี 2568 นั้นมีความเห็นต่างกันพอสมควร
โดยผู้ตอบร้อยละ 65 ที่คาดว่าลดลงจากเดิมมาอยู่ที่ 1.75% รองลงมาร้อยละ 25 มองว่าอาจลดลงมาที่ 1.50% และผู้ตอบร้อยละ 10 มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจปรับลดไปอยู่ที่ 2%

ด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2568 ของตลาดเฉลี่ยได้ที่ 90.03 บาท ปรับลดจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 94.95 บาท ต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth ของปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 13.87% 

สำหรับการคาดการณ์ทิศทางหุ้นไทยนั้น คาดว่าจะปิดสิ้นไตรมาสแรกที่ 1,222 จุด และเมื่อมองตลอดปี จะแกว่งตัวในกรอบ 1,113 ถึง 1,336 จุด โดยไปปิดสิ้นปี 2568 ที่ 1,322 จุด

นักวิเคราะห์แนะนำกระจายพอร์ตลงทุน

  • เงินสดและเงินฝากระยะสั้น 15%
  • กองทุนตราสารหนี้ 18.10%
  • หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 24.71%
  • หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 21.95%
  • ทองคำหรือกองทุนทองคำ 13.21%
  • กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 6.31%
  • สินทรัพย์อื่นๆ เช่น สกุลเงินต่างประเทศ / Digital Asse 0.71%

โดยความเห็นการลงทุนต่างประเทศ แนะนำกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ หรือกลุ่ม  AI-Technology และ Selective  Asia เช่น จีนเวียดนาม

ทั้งนี้ มีหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการลงทุนต่างประเทศและทองคำ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (DR DRx) ที่แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป มีดังนี้  (เรียงชื่อตามอักษรย่อ) ได้แก่ BABA80 GOLD03 GOLD19 TENCENT

สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุน ในหมวดธุรกิจค้าปลีก อาหารและเครื่องดื่ม การแพทย์ เทคโนโลยีและการสื่อสาร ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

รายชื่อหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำตรงกันตั้งแต่ 4 สำนักขึ้นไป มีดังนี้ (เรียงชื่อตามอักษรย่อ)

  1. ADVANC คาดกำไรปี 2568 โตเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน จากการเร่งตัวขึ้นของรายได้หลัก ตามการเพิ่มขึ้นรายได้ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ หนุนจากจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น คาดรายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น ตาม Demand การซื้อแพ็คเกจแบบพ่วงบริการ ส่วนการประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่ คาดได้ราคาประมูลใกล้เคียงกับราคาเริ่มต้นเนื่องจากการแข่งขันที่น้อย ซึ่งจะช่วยลดโครงสร้างต้นทุน
  2. BDMS มองว่ากำไรสุทธิปี 68 มีแนวโน้มจะเติบโตต่อเนื่อง ได้แรงหนุนจากแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรายได้คนไข้ชาวไทยและชาวต่างชาติโดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง จากการทำการตลาดของบริษัทฯ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในไทย รวมถึงแผนการเพิ่มจำนวนเตียง และการขยายศูนย์ทางการแพทย์ในด้านต่างๆ
  3. CPALL มองว่าผลประกอบการโตเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อนต่อเนื่อง ราคาหุ้นไม่แพง PER2025 เพียง 16 เท่า และได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ
  4. KTB ปัจจัยสนับสนุนจากงบดุลแกร่ง และสินเชื่อเติบโตจากภาครัฐ แม้ให้ Yield ต่ำแต่ก็ไม่มีปัญหาหนี้เสียสำหรับ

หุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้นบางบริษัทในหมวดอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาเกินพื้นฐาน ถูกกดดันจาก CAP WEIGHT และหุ้นที่ได้รับผลกระทบการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐ

ท้ายที่สุด นักวิเคราะห์ยังได้เพิ่มเติมการแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับงบประมาณ ได้แก่ เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่หนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลักดันอุตสาหกรรม New S-Curve

โดยเสนอด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมากปรับโครงสร้างธุรกิจแก่ SME สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยวในประเทศ และตามมาด้านการช่วยเหลือภาคประชาชน ได้แก่ นโยบายที่เอื้อต่อการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ออกมาตรการให้ Reward ต่อลูกหนี้ที่ชำระหนี้ตรงเวลา เพื่อลดภาระ NPL ในระยะยาวและให้ความสำคัญด้านการศึกษา เป็นต้น