นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในการชี้แจงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังนายอิทธิพล ชลธราศิริ สส.ขอนแก่น พรรคประชาชน กล่าวหารัฐบาลสั่งการให้เลื่อนการตัดสินคดีเหมืองทองอัครา 3 ครั้ง โดยยืนยันว่า ตั้งแต่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ไม่มีการไปเจรดีลลับต่อรองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง
ขณะที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยก้าวก่าย และตนเองก็ไม่เคยไปร้องขอต่อใคร
ทั้งนี้ ในคดีเหมืองทองดังกล่าวได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง แต่ข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างบุคคลกับเหมืองทอง แต่เป็นการฟ้องประเทศ เพราะฉะนั้น จะต้องทำทุกทางเพื่อไม่ให้ประเทศแพ้คดี และในการดำเนินการที่ผ่านมา ก็เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบการเหมืองแร่
ส่วนกรณีที่มีการเลื่อนการอ่านข้อพิพาทของอนุญาโตตุลาการนั้น ยืนยันว่า มีการเลื่อนตั้งแต่ตนปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรี รัฐบาล หรือตนเองไม่เคยขอให้เลื่อน แต่ยึดขั้นตอนตามกระบวนการภายใต้กฎหมายทั้งหมด ไม่เคยมีการเจรจานอกรอบแต่อย่างใด และข้อพิพาทดังกล่าวนี้ ยังไม่มีการอ่านคำพิพากษา จึงไม่ควรปรักปรำว่าใครผิดหรือถูก
นายเอกนัฎ ยังได้กล่าวต่อไปถึงข้อกล่าวหาการออกอาชญาบัตรพิเศษทับพื้นที่อุทยาน หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าด้วยว่า เรื่องดังกล่าวก็เคยขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ และจากการรับฟังการอภิปรายก็สับสนว่า ฝ่ายค้านต้องการให้ตอบในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในปัจจุบัน หรืออดีต
แต่เท่าที่ทราบขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เหมืองแร่ ไม่มีการออกอาชญาบัตรพิเศษที่ผิดกฎหมาย หรือทับพื้นที่อุทยาน ดังนั้น จึงยืนยันว่า ในคดีเหมืองทองอัครา ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สามารถไปต่อรองแลกเปลี่ยนกระบวนการยุติธรรมได้ และตนก็ไม่เคยนำผลประโยชน์ของประเทศไปต่อรองกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างจึงต้องเป็นไปตามขั้นตอน และรักษาผลประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง
ด้านการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ตามที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ระบุถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศพื้นที่การเผาอ้อยที่เป็นปัญหาการเกิดฝุ่น PM2.5 ลดลง แต่จากการตรวจสอบกลับพบมีการเผามากกว่าที่รัฐบาลประกาศนั้น นายกรัฐมนตรี และตนเองได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว เพื่อหามาตรการแก้ปัญหาฝุ่นในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
ขณะที่ปริมาณการเผาอ้อยในปีนี้ตามตัวเลขที่มีการตรวจวัด ลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์สูงสุดของประเทศ จึงไม่ทราบว่า ข้อมูลนายภัทรพงษ์ ได้นำตัวเลขมาจากที่ใด ซึ่งการเผาเพื่อส่งอ้อยนอกระบบไปผลิตเอทานอลนั้น ก็มีปริมาณ 1,000,000 ตัน จากปริมาณทั้งหมด 90 ล้านตัน หรือคิดเป็นเพียง 1% และใน 1% ของ 1,000,000 ตันซึ่งส่วนใหญ่เป็นอ้อยสด
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมามีการสั่งปิดโรงงานน้ำตาลไปแล้ว ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลในช่วงนี้มีความชัดเจน จริงจัง ในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งแม้เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลก็พยายามทำให้เอกชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และเกษตรกร ก็ให้ความร่วมมืออย่างดี
กระทรวงอุตสาหกรรมยังจะมีการออกมาตรการทำงานร่วมกับเกษตรกร และโรงงาน ในการกำจัดซากการเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดการเผาจนเกิดฝุ่น PM2.5