จากกระแสข่าวที่เป็นประเด็นร้อนในสังคมเกี่ยวกับกรณีที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยพุ่งเป้าไปที่การวางแผนภาษีว่ามีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีจากการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้น
ล่าสุด ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ อาจารย์กฎหมายภาษีอากร และ CEO iTAX อธิบายข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวผ่านรายการ ‘ฐานทอล์ค’ ทางเนชั่นทีวี 22 เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงสาระสำคัญของเรื่องนี้อย่างถูกต้อง โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้หนีภาษี เป็นการวางแผนภาษีตามกฎหมาย แม้จะมีธุรกรรมซื้อขายหุ้นมูลค่า 4,400 ล้านบาทก็ตาม
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้รับโอนหุ้นจากญาติพี่น้องในรูปแบบสัญญาซื้อขาย มูลค่ารวมกว่า 4,400 ล้านบาท โดยไม่ได้จ่ายเงินค่าหุ้นในทันที แต่เลือกใช้วิธีออก “ตั๋วสัญญาใช้เงิน” หรือ Promissory Note (PN) ซึ่งเป็นเอกสารรับรองหนี้ ที่ระบุว่าจะชำระหนี้เมื่อเจ้าหนี้ทวงถาม โดยไม่มีการกำหนดดอกเบี้ย ซึ่งญาติพี่น้องที่ขายหุ้นให้นายกฯ ได้แก่ แม่, พี่ชาย, พี่สาว, ลุง, ป้าสะใภ้ และทุกคนต่างได้รับ PN ไป แต่ยังไม่มีใครทวงถามให้ใช้หนี้แต่อย่างใด
ใครต้องเสียภาษีในธุรกรรมนี้?
ผศ.ดร.ยุทธนา อธิบายว่า ในกรณีนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ซื้อ จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ส่วนผู้ขายหุ้น ซึ่งเป็นญาติพี่น้อง คือตัวบุคคลที่อาจต้องเสียภาษีหากมีกำไรจากการขายหุ้น อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 ประเด็นสำคัญที่อาจทำให้ผู้ขายไม่ต้องเสียภาษี ได้แก่
หรือจะเป็นการ “ให้เปล่า”?
นอกจากนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่ญาติพี่น้องโอนหุ้นให้โดยไม่ได้รับชำระเงินทันที อาจเข้าข่ายเป็นการ "ให้เปล่า" ได้เช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น นายกรัฐมนตรีจะกลายเป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีแทน ซึ่งตามกฎหมาย หากบุคคลได้รับทรัพย์สินโดยไม่มีค่าตอบแทนและมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ในปีเดียวกัน ผู้รับจะต้องเสียภาษี 5% ของส่วนที่เกิน
แต่หากผู้ให้เป็น บุพการี, คู่สมรส หรือ บุตร จะได้รับการยกเว้นสูงสุดถึง 20 ล้านบาท หากญาติพี่น้องของนายกฯ ทยอยให้หุ้นปีละไม่เกิน 10 ล้านบาท ก็สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้ตามกฎหมาย แต่จะต้องใช้เวลาถึง 239 ปี กว่าการโอนหุ้นจะเสร็จสมบูรณ์
ดังนั้น หากมีผู้กล่าวหาว่า นายกฯหนีภาษี ขอยืนยันว่า "ไม่เป็นความจริง" ส่วนการชี้แจงของนางสาวแพทองธารนั้น ระบุไ้ว่า จะนำเงินไปจ่ายเจ้าหนี้ทั้งหมด ในปี 2569 นั้น ถือเป็นคำสัญญาว่าจะคืนให้ ต่อจากหนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ในการดำเนินการตรวจสอบการทพธุรกรรมต่อ หากมีการจ่ายเงินกันจริง ก็ต้องเป็นไปตามกลไกการจัดเก็บภาษี