ความพยายามของรัฐบาลเพื่อไทยในการแก้ปัญหาหนี้ประชาชน หนี้ครัวเรือน ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการมาอย่างตอเนื่อง เช่นมาตรการลงทะเบียนแก้หนี้นอกระบบ ,คุณสู้ เราช่วย ,จ่ายตรง คงทรัพย์ เป็นต้น กระทั่งไอเดียล่าสุด “ซื้อหนี้ประชาชน”
รายการ “เข้าเรื่อง” เผยแพร่ทางยูทูปฐานเศรษฐกิจ สนทนากับ โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ถึงสถานการณ์หนี้สินประชาชนในปัจจุบัน ซึ่งจากการทำงาานให้คำปรึกษาด้านวางแผนการเงินส่วนบุคคลพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า
“ตัวเลขของคนที่มาปรึกษาเรื่องผ่อนอะไรไม่ไหว ไม่ใช่แค่คนรายได้น้อย มันเป็นกลุ่มที่รายได้ 50,000 - 60,000 บาทด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่าเปราะบางมาก เพราะกลุ่มนี้จัดว่ามีกำลังซื้อ แต่หากมาติดกับดักปัญหาหนี้ กลายเป็นหนี้เสียขึ้นมา คราวนี้ก็จะไปกันหมด” โค้ชหนุ่มกล่าว
โค้ชหนุ่มเปิดเผยว่า โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ของภาครัฐมีผู้สมัครมากถึง 700,000 ราย แต่มีเพียงประมาณ 100,000 รายเท่านั้นที่เข้าเกณฑ์ได้รับความช่วยเหลือ ซึ่งสะท้อนว่า คนอีกหลายแสนคนแม้ยังไม่เป็นหนี้เสีย แต่กำลังจมอยู่ในความลำบาก แต่ทว่ามาตรการไม่ถึง
ในขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการ “หน้าหนึ่งหลังหนึ่ง” อนุญาตให้ลูกหนี้เจรจาปรับโครงสร้างหนี้ได้ก่อนและหลังเป็น NPL ในทางปฏิบัติกลับพบว่าธนาคารหลายแห่งยืนยันจะให้ความช่วยเหลือหลังเป็นหนี้เสีย นี่ก็เป็นอีกปัญหาที่ทำให้ลูกหนี้ซึ่งเป็นเด็กเกรดเอมาตลอด แต่พอจะขอความช่วยเหลือกลับต้องเป็นหนี้เสียก่อน ถึงจะคุยได้ ซึ่งมันไม่แฟร์
สำหรับกรณีที่รัฐบาลเตรียมออกมาตรการ “ซื้อหนี้ประชาชน” โค้ชหนุ่มเสนอว่า รัฐควรโฟกัส “หนี้วงเงินต่ำ” เช่น ไม่เกิน 100,000 บาท เพราะเป็นกลุ่มที่จัดการได้ง่ายและช่วยประชาชนจำนวนมากได้ในคราวเดียว และมีเงื่อนไขชัดเจนเพื่อป้องกัน “Moral Hazard” หรือพฤติกรรมที่อาจทำให้คนบางกลุ่มจงใจไม่ชำระหนี้เพราะหวังพึ่งการช่วยเหลือ เช่น โครงการคุณสู้เราช่วยที่ยังมีเงื่อนไขว่าต้องผ่อน 36 เดือน ตรงตามกําหนดทุกครั้ง
สุดท้ายโค้ชหนุ่มอยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการป้องกัน “หนี้เสียใหม่” ที่อาจเกิดขึ้นด้วยโดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ประเภท SM (Special Mention) ที่เริ่มค้างชำระ 1-2 เดือน และกำลังเลี้ยงงวดแบบสุดแรง กลุ่มนี้บางคนไม่ได้อยากให้รัฐซื้อหนี้ให้ เพียงแค่อยากหายใจได้อีกสักนิด ผ่อนเบาลงช่วงหนึ่งเหมือนช่วงโควิด ที่ที่มีการพักหนี้ 3 เดือนทุกกลุ่มโดยไม่มีข้อแม้ และเรื่องนี้ควรต้องเป็น “วาระแห่งชาติ”