กำลังซื้ออสังหาฯไทยอ่อนแอ หนุนเพิ่มสัดส่วนต่างชาติ เช่า-ซื้อคอนโด  

07 ก.ค. 2567 | 01:00 น.
อัปเดตล่าสุด :07 ก.ค. 2567 | 01:17 น.

กำลังซื้อไทยอ่อนแอ หนุนเพิ่มสัดส่วนต่างชาติเช่า99ปี ซื้อคอนโด75%   "แองเจิล -REIC"ชี้ ต่างชาติ ยังมีความต้องการซื้อหรือเช่าระยะยาวในไทย โฟกัส เฉพาะโซน กทม. หัวเมืองท่องเที่ยวหลัก ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

 มีการพูดถึงเป็นวงกว้างสำหรับ การขยายระยะเวลาเช่าและการเพิ่มสัดส่วนการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติ ว่าในที่สุดแล้วจะมีผลดีผลเสียมากน้อยแค่ไหน หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา มอบกระทรวงมหาดไทย ศึกษาความเป็นไปได้เพื่อกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ ให้เกิดการฟื้นตัว หลังจากกำลังซื้อภายในประเทศอ่อนแอ

นายไซม่อน ลี ประธานกรรมการ บริษัท แองเจิล เรียลเอสเตท คอนซัลแทนซี่ จำกัด ที่ปรึกษาด้านการตลาดและขายโควตาต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรณีรัฐบาลมีแนวคิดแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้เช่ายาว 99 ปีและให้ต่างชาติถือครองห้องชุดได้ 75% เป็นเรื่องดีที่จะทำให้การซื้ออสังหาฯในไทยของต่างชาติถูกกฎหมายมากขึ้น

ส่งผลทำให้ต่างชาติตัดสินใจง่ายขึ้น ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เพราะปัจจุบันต่างชาติยังมีความต้องการซื้อหรือเช่าระยะยาวอสังหาฯในไทย ทั้งกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน รัสเซีย ไต้หวัน เมียนมา เพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 และเพื่อการลงทุน

เพิ่มสัดส่วนต่างชาติเช่า-:ซื้อคอนโดไทย

ส่วนระดับราคาที่ซื้อขึ้นอยู่กับทำเล เช่น กรุงเทพฯจะมากกว่า 20 ล้านบาท ภูเก็ตจะเป็นพลูวิลล่าที่ขายดีราคา 30-40 ล้านบาท พัทยาเป็นคอนโดวิวทะเลที่ต่างชาตินิยม เป็นต้น ทั้งนี้จากปัญหาการโอนเงิน ทำให้ในไตรมาส 2 กำลังซื้อต่างชาติแผ่วลง โดยเฉพาะชาวพม่าที่ลดลงมากกว่า 50%

สอดคล้องนายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ประเมินว่าการเพิ่มสัดส่วนถือครองห้องชุดต่างชาติเป็น 75% จะแก้ปัญหาในเรื่องกำลังซื้อได้ แต่อาจไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มสัดส่วนให้ในทุกจังหวัดหรือทุกพื้นที่ เพราะต่างชาติสนใจซื้อห้องชุดในพื้นที่เมืองหลวงและเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตามตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมีการชะลอตัวอย่างมากในช่วงไตรมาส 1 ปี 2567 ทั้งจากกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอลง และการที่ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ยากขึ้น หากเพิ่มสัดส่วนต่างชาติเข้ามาจะเป็นผลดีเพราะเขาเหล่านั้นต้องการที่อยู่อาศัยในไทยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสัดส่วนขึ้นทุกปี  

               จากการสำรวจยอดโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติ ไตรมาส 1 ปี 2567 ทั่วประเทศ 3,938 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.3% มูลค่ารวม 18,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีพื้นที่โอนกรรมสิทธิ์รวม 173,007 ตารางเมตร ขยายตัว 2.6%

               สำหรับจังหวัดที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ชาวต่างชาติมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ชลบุรี 1,521 หน่วย คิดเป็น 38.6% มูลค่า 4,165 ล้านบาท 2. กรุงเทพมหานคร 1,498 หน่วย คิดเป็น 38.0% มูลค่า 10,699 ล้านบาท 3. เชียงใหม่ 249 หน่วย มูลค่า 574 ล้านบาท 4. ภูเก็ต 242 หน่วย มูลค่า 1,353 ล้านบาท และ 5. สมุทรปราการ 140 หน่วย มูลค่า 392 ล้านบาท แม้ชลบุรีมีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์เป็นอันดับ 1 แซงกรุงเทมหานนครในปี 2566 แต่กรุงเทพฯ ก็ยังคงเป็นจังหวัดที่มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติสูงที่สุดมาโดยตลอด

ด้านสัญชาติของผู้ซื้อ ชาวจีนยังครองอันดับ 1 ด้วยยอดซื้อ 1,596 หน่วย (43.8%) มูลค่า 7,570 ล้านบาท ตามมาด้วยชาวพม่า 392 หน่วย (10.0%) มูลค่า 2,207 ล้านบาท และชาวรัสเซีย 295 หน่วย (7.5%) มูลค่า 924 ล้านบาทโดยชาวเมียนมามียอดซื้อเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 415.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตามเห็นด้วยทั้งขยายเช่าระยะยาวและเพิ่มสัดส่วนต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดซึ่งจะส่งผลดีช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว 

หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 44 ฉบับที่ 4,006 วันที่ 4 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2567